เธอไม่มีทายาทให้กับสามีสักที จึงถูกโดนไล่ออกจากบ้าน จนมาเจอนายทหาร รวดเดียวคลอด 11 คน

0 297

หลังจากประสบความเจ็บปวดจากการสูญเสียภรรยาของเขา เมื่อไม่สามารถระบายบอกความเจ็บปวดในหัวใจของตนเองได้ ทหารนายนี้จึงได้เขียนบันทึกจำนวน 28 คำว่า (ภาษาไทยแปลจากภาษาเดิมอาจมากกว่า 28 คำ) : “การสูญเสียคุณธรรมอันบริสุทธิ์เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดในชีวิต ยามค่ำคืนนั่งเขียนบทความท่ามกลางโคมไฟส่ง บั้นปลายชีวิตยากช่วยเหลือตนเอง เหลือเพียงลูกสาวที่น่าสงสาร”

เขาคือ เฉินจี่ถัง กรรมการบริหารของคณะกรรมการกลางรัฐบาลแห่งชาติจีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตรและป่าไม้ของสาธารณรัฐจีน ผู้หญิงแบบไหนหนอ ถึงทำให้นายทหารคนนี้หลงรักและระลึกถึงอย่างไม่มีวันลืมเลือน

หญิงสาวที่ทำให้ฮีโร่ต้องเสียน้ำตาให้กับเธอ เธอมีนามว่า โมซิ่วหยิง ที่จริงแล้วนายทหาร เฉินจี่ถังไม่ใช่สามีคนแรกในชีวิตของเธอ ก่อนหน้าที่เธอจะแต่งงานกับนายทหารเฉินจี่ถังนั้น เธอเคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ชีวิตคู่ครั้งนั้นต้องจบลงก็เพราะว่า เธอไม่มีทายาทให้กับสามีสักที ทำให้โดนไล่ออกจากตระกูลนั้นไป

บรรพบุรุษของโมซิ่วหยิงอยู่ในเกาโจว มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งถือว่าเป็นเมืองชายฝั่งทะเลที่ค่อนข้างเปิดกว้าง ซึ่งบรรพบุรุษของเขาเคยเป็นเจ้าของที่ดินที่ร่ำรวยมากในอดีตกาล แต่เนื่องจากสถานะที่ไม่แน่นอนของประเทศ ทำให้ความร่ำรวยจบลงในรุ่นนั้น

โมซิ่วหยิง เกิดในปี ค.ศ. 1900 เธอรู้ซึ้งถึงความลำบากของชีวิต ทำให้ตั้งแต่เล็กเธอก็เริ่มคลุกคลีและสัมผัสกับการทำงานหนัก เหมือนผู้ใหญ่ในคราบเด็กน้อย เธอพยายามแบ่งเบาะภาระของครอบครัวด้วยการทำงานอย่างหนัก

แม้ว่าเธอจะดูเป็นผู้ใหญ่มีความกตัญญูตั้งแต่ยังเล็ก แต่เนื่องจากที่บ้านมีลูกสาวจำนวนมาก ด้วยฐานะของครอบครัวที่ยากจนมาก ทำให้พ่อแม่ของเธอตัดสินใจให้เธอแต่งงานออกเหย้า ออกเรือนไป

ซึ่งในตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เธอกำลังแตกสาว ซึ่งเดิมทีเธอควรได้เพลินเพลิดกับชีวิตวัยรุ่น แต่ทว่าเมื่อเธอมองเห็นน้องๆทั้งหลายที่ต้องอดยาก กับสายตาของพ่อแม่ที่เหนื่อยล้ามาก ทำให้เธอกัดฟันยอมแต่งงานออกเรือนไปกับญาติห่างๆของตนเอง

โชคดีที่เธอมีสามีอันเป็นที่รักและทะนุถนอม ทำให้ชีวิตสมรสของเธอค่อนข้างจะมีความสุขมาก เนื่องจากเธอลำบากมาตั้งแต่เล็ก ทำให้มีความเป็นผู้ใหญ่มาก กตัญญูเชื่อฟังคำของพ่อแม่สามี เธอขอเพียงอย่างเดียวคือสามีจะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นที่พึ่งพิงให้กับเธอได้ เธอทุ่มเทในการดูแลครอบครัว ทำงานบ้านอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เป็นสะใภ้ที่ดี

แต่เป็นที่น่าเสียดายความสุขของทั้งคู่มาถึงทางตัน เมื่อประเพณีทายาทสืบทอดเชื้อสายที่มีกันมาหลายพันปีนั้นกลายเป็นอุปสรรคในครั้งนี้ เพราะหลังเธอแต่งงาน 6 ปีก็ยังไม่ตั้งครรภ์สักที ทำให้แม่สามีโกรธมาก เพราะไม่ได้ดั่งใจ จึงพยายามพูดรบเร้าเร่งให้พวกเขาทั้งคู่มีทายาทเร็วๆ เมื่อนานเข้าสามีของเธอก็รู้สึกรำคาญใจมาก และไม่รักและทะนุถนอมโมซิ่วหยิงเหมือนแต่ก่อน ส่วนเธอเองก็ได้แต่ภาวนาอธิษฐานให้ตนเองตั้งครรภ์โดยเร็ววัน

แต่ดูเหมือนฟ้าจะไม่เป็นใจ ทุกเดือนที่เฝ้าหวังจะตั้งครรภ์ก็ต้องผิดหวัง เดือนแล้วเดือนเล่า ส่วนผู้หญิงรอบข้างสามีต่างพากันอิจฉาที่เธอได้แต่งเข้าบ้านที่ดี จึงพยายามหาทางกลั่นแกล้งเธอสารพัด โดยบอกว่า โมซิ่วหยิงเป็นปีศาจกลับชาติมาเกิด เป็นยักษ์ เป็นมาร และยังใส่ร้ายว่าเธอแอบไปหว่ายเสน่ห์ให้ผู้ชายคนอื่นๆด้วย กรรมจึงทำให้เธอไม่มีลูกสักที เมื่อสามีที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้เธอล้มลง โมโหจัดจนไล่เธอออกจากบ้านไป

เธอต้องออกมาตั้งหลักเอง แม้จะเสียใจจนน้ำตาแห้งขอด แต่ชีวิตก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป เธอไม่ท้อต่อชีวิตพยายามลุกขึ้นสู้ชีวิตด้วยตนเอง เธอรู้ว่าไม่มีใครสามารถช่วยเธอได้นอกจากตนเองเท่านั้น

เธอเริ่มเรียนวิชามืออาชีพต่างๆ พึ่งพาอาศัยความสามารถของตนเอง เธอถูกจ้างให้เป็นนักเต้นในคณะที่มีชื่อเสียง แม้ว่าเธอจะไม่ได้มีเสน่ห์อะไรมากมาย แต่เธอก็ใช้ความพยายามอย่างหนักในการหารายได้เลี้ยงตนเอง

ในขณะนั้นเอง เฉินจี่ถัง ไม่ได้มีหน้ามีตาในสังคมมาก ฐานะไม่ได้ร่ำรวยอะไร เป็นเพียงนายทหารธรรมดาเท่านั้น หน้าตาก็ธรรมดามาก ที่จริงในตอนนั้นเขามีคู่หมั่นคู่หมายอยู่แล้ว กำลังจะแต่งงาน ส่วนโมซิ่วหยิงเองก็สะดุดตาเขามาก หรืออาจเพราะเขาเป็นผู้ชายที่อบอุ่น ข้อนี้จึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดเธอนั่นเอง

เช่นเดียวกัน เมื่อเฉินจี่ถังได้พบหน้ารู้จักกับโมซิ่วหยิงก็รู้สึกชอบพอเธอเป็นอย่างมาก เหมือนตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น

แต่เนื่องจากชีวิตคู่ในครั้งแรกนั้น ทำให้โมซิ่วหยิงยังไม่กล้าแสดงออกนอกหน้าจนเกินไป กระทั่งเฉินจี่ถังขอเธอย้ายเข้ามาอยู่อาศัยที่บ้านด้วย ในฐานะภรรยาคนที่ 3 ในระหว่างนั้นเธอคิดว่าเสมอว่า ในอดีตที่เธอไม่ตั้งครรภ์เลยเป็นเพราะสุขภาพร่างกายของตนเองหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้นจริง เฉินจี่ถังจะเป็นเหมือนสามีคนแรกหรือไม่ที่ไล่เธอออกจากบ้านไป

เธอเริ่มดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น ไม่นานเธอก็มีข่าวดี ทำให้เธอรู้ว่าที่แท้ตนเองไม่ได้มีปัญหาด้านสุขภาพแต่อย่างใด เธอสามารถมีทายาทได้ หลังจากที่คลอดลูกน้อย เธอก็อุ้มลูกอย่างมีความสุขใจมาก ในตอนนั้นเองทำให้รู้สึกว่า ตนเองมีจุดยืนในครอบครัวเช่นกัน นายเฉินจี่ถังก็รักเธอมาก

ในตอนนั้นโมซิ่วหยิงเปรียบเสมือนดาวนำโชคของเฉินจี่ถังอย่างไงอย่างนั้น เพราะเธอสามารถช่วยแบ่งเบาภาระให้สามีเป็นอย่างมาก เพื่อให้สามีสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เธอดูแลครอบครัวอย่างดี เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังคอยสนับสนุนสามีให้ได้เลื่อนขั้น เป็นถึง “ผู้บัญชาการทหารบก”

อย่างมองข้ามผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้นะ เธอมีประสบการณ์ด้านสังคมเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เธอเป็นคนมั่งคง หนักแน่น เธอสามารถวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ล่วงหน้าได้ด้วยวิสัยทัศน์ของเธอเอง

เธอคอยพูดให้สามีฟังเสมอว่า ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่ซื่อสัตย์ของสังคม จึงจะเป็นทีรักใคร่ของประชาชนได้ เช่นนี้ชีวิตถึงจะรุ่งโรจน์ขึ้นอีกมากมาย ด้านสามีของเธอก็นึกถึงฟังคำพูดของเธอสม่ำเสมอ ในช่วงที่เกิดวิกฤตต่างๆ เขาก็จะจัดหาอาหารให้กับผู้ประสบภัยพิบัติ หรือผู้พลัดถิ่นที่กำลังลำบากที่สุดได้มีที่พึ่งพา

ปัจจุบันที่มณฑลไหหลำ ประเทศจีนได้มีรูปปั้นของเธออยู่ที่ท่าเรือด้วย นี่เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า สองสามีภรรยาคู่นี้ได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคมสมัยนั้นเป็นอย่างมาก จนกระทั่งมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ยกย่อง

นอกจากการงานประสบความสำเร็จแล้ว หลังจากที่เธอคลอดลูกคนแรกเสร็จ เธอก็มีลูกอีก 10 คน ทำให้ตระกูลเฉิน (สามีคนที่ 2) ของเธอได้รับการยกหน้าชูตาเป็นอย่างมาก จากที่อดีตไม่ตั้งครรภ์ แต่ตอนนี้เธอมีลูกตั้ง 11 คน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

หลังจากนั้นไม่นานภรรยาสองคนแรกของเฉินจี่ถังก็ได้จากโลกนี้ไป ทำให้โมซิ่วหยิงได้รับการยกย่องให้เป็นภรรยาที่เชิดหน้าชูตาของตระกูลเฉินอย่างถูกต้อง

ก่อนที่เธอจะพบกับความสุข เธอก็ต้องเผชิญหน้ากับอุปรรคมากมาย ด้วยความดีในตัวเธอทำให้เธอสามารถเป็นผู้หญิงที่มีจุดยืนเป็นของตนเอง

ในปี 1947 เธอจากโลกนี้ไปเนื่องด้วยสุขภาพของตนเอง ทำให้เฉินจี่ถังรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก หัวใจแตกสลาย ลืมภรรยาคนนี้ไม่ลง จึงได้เขียนจดหมายถึงภรรยาสุดที่รัก โมซิ่วหยิง เพื่อแสดงออกถึงความรักที่เขามีต่อเธอนั้นมากมายเพียงใด

ชีวิตคนเราเหมือนดั่งละคร มีทุกข์ มีสุขหัวเราะ ผ่านลม ผ่านหนาวมากมาย แม้ว่าครึ่งแรกของชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความทุกข์ ความลุ่มหลง แต่สุดท้ายฟื้นความสุขและความดีงามในชีวิตของเธอ เธอรู้สึกว่าชีวิตนี้มันคุณค่ามากแล้ว ไม่เสียใจเลยที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้

ที่มา : Liekr

ข่าวน่าสนใจอื่น ๆ เพิ่มเติมจากผู้เขียน